Can We Make Our Own Jarvis from Iron Man?

Avengers: Endgame, the final movie that all of the fans eagerly-awaited for is out and the responses for the film has been VERY positive; performing beyond expectations. The latest Avengers film has smashed global box-office records on its opening weekend. Please keep calm, we will not spoil anything here, hence we want to talk about one of those superhero assistants, Jarvis, an artificial intelligence that assists the superhero, Iron Man.

Either you are marvel fans or general audience, you might get fascinated by the intelligence of AI that Tony Stark has created and interacted with. Tony Stark’s Jarvis is the ideal digital companion – perfect for helping to accomplish everyday tasks from making a club sandwiches to defeat the terrorists. Jarvis uses several artificial intelligence techniques, including natural language processing, speech recognition, face recognition, and reinforcement learning, written in Python, PHP and Objective C. The question is if we are normal people and want a personal AI assistant, can we build a Jarvis-style AI ourselves? the answer is yes!

In 2016, Facebook founder Mark Zuckerberg has revealed his own version of Tony Stark's artificial intelligence system, Jarvis, after spending a year writing computer code and teaching it to understand his voice. Even Zuckerberg’s version is not as powerful as Iron Man's fictional version but his AI butler assists him, his wife, and daughter as building a rudimentary AI capable of controlling various aspects of his home. What it will do? Some of the tasks he mentioned are controlling home lighting and temperature, recognizing friends’ faces at the door, and maybe even displaying VR representations of data to help him work. He suggested researching the GitHub repo if you’re interested in spinning up your own AI. And there is also a lot of tutorial videos and open source codes available for you to download and guild you to develop your own digital life assistant! That’s pretty cool stuff to try, isn't it?

Beyond what Zuckerberg has built, there is an innovative AI butler called HERB that researchers from Robotics Institute, Carnegie Mellon University have been developing. Called HERB, for "Home Exploring Robot Butler," the robot can already separate Oreo cookies and scrape off the cream without any break, put books away on a bookshelf, load a dishwasher, clear a table, grab a beer from the fridge, and sort items all on its own. Those are some pretty advanced skills in an environment that is difficult for robots to navigate. HERB claimed as a frontier of AI personal assistance which can physically manipulate the environment around it. HERB uses sensors to collect data from his environment and now the team is working to develop powerful algorithms that will enable him to manipulate objects with a degree of dexterity similar to that of humans. HERB isn't ready to enter your home just yet but shows how major strides are being made in building robots to care for people

See how HERB works:

“Bottles are one of the wastes that come from business, creating a lot of trash,” said OrathaiSangpetch, vice president of CMKL University.

Sangpetch, reached out to Marios Savvides, professor of electrical and computer engineering and director of CyLab Biometrics Center, in order to collaborate on project using an algorithm for automatic bottle screening.

“What really excites me even further is taking the basic research of how we design pattern recognition and AI algorithms to look for defects in bottles.” said Marios Savvides

The bottles meet a system equipped with four cameras that snap images of the bottles’ neck, bottom, and two sides. At the end of the conveyer belt, all bottles will be categorized by AI in real time. In addition, ThaiBev’s researchers gathered data on a wide variety of bottles from each of the categories and sent to Savvides and his team in Pittsburgh to train the AI algorithm model. The system mainly focuses on information about texture and minor details of bottle and filter it into ‘Reusable,’ ‘Clean before reuse,’ and ‘Non-reusable’ categories. The project is still in progress, but so far, the results have been positive.

This project is not only an opportunity to collaborate between Carnegie Mellon University and CMKL university, but it is a great chance to improve AI technology and potentially adapt into different factories.

นาทีนี้คงไม่มีใครปฏิเสธกระแสของ Avengers: ‘End game’ ภาพยนต์มาเวลภาคล่าสุด ที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากทั้งแฟนหนังซุปเปอร์ฮีโร่ หรือแม้แต่คนทั่วไป โดยการทุบสถิติรายได้เปิดตัวในสัปดาห์แรก กวาดรายได้ไปถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์เลยทีเดียว ไม่ต้องกังวลนะคะ เราจะไม่เปิดเผยเนื้อหาใดๆ ที่นี่แน่นนอน แต่เราจะพูดถึงเจ้า J.A.R.V.I.S หุ่นยนต์ผู้ช่วย ของ Iron Man ซึ่งคงไม่มีใครไม่รู้จักผู้ช่วย AI สุดล้ำโลกของโทนี่ สตาร์ค

นาทีนี้คงไม่มีใครปฏิเสธกระแสของ Avengers: ‘End game’ ภาพยนต์มาเวลภาคล่าสุด ที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากทั้งแฟนหนังซุปเปอร์ฮีโร่ หรือแม้แต่คนทั่วไป โดยการทุบสถิติรายได้เปิดตัวในสัปดาห์แรก กวาดรายได้ไปถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์เลยทีเดียว ไม่ต้องกังวลนะคะ เราจะไม่เปิดเผยเนื้อหาใดๆ ที่นี่แน่นนอน แต่เราจะพูดถึงเจ้า J.A.R.V.I.S หุ่นยนต์ผู้ช่วย ของ Iron Man ซึ่งคงไม่มีใครไม่รู้จักผู้ช่วย AI สุดล้ำโลกของโทนี่ สตาร์ค ถ้าใครนึกไม่ออกว่า J.A.R.V.I.S เป็นยังไง เจ๋งแค่ไหน ลองกดชมวิดีโอนี้ได้เลยค่ะ

J.A.R.V.I.S คือผู้ช่วย AI ในภาพยนตร์ Iron Man ที่ช่วยจัดการงานทุกอย่างตั้งแต่ทำแซนวิช ยันถล่มคู่ต่อสู้ โดยอาศัยเทคโนโลยีหลากหลายในการพัฒนา ตั้งแต่ Natural Language Processing (ระบบประมวลผลที่ช่วยให้คอมพิวเตอร์เข้าใจภาษามนุษย์), Speech Recognition (ระบบเรียนรู้และจดจำเสียง), Face Recognition (ระบบเรียนรู้และจดจำใบหน้า) ตลอดจน Machine Learning แบบ Reinforcement learning, ภาษาโปรแกรม Python, PHP และ Objective C ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นเทคโนโลยีที่มีอยู่จริง สามารถพัฒนาได้ และไม่ใช่แค่เรื่องเพ้อฝันในหนังเฉยๆ เท่านั้น

ฉะนั้นแล้วถ้าถามว่าคนธรรมดาอย่างเราสามารถมี J.A.R.V.I.S แบบไอรอนแมนได้หรือไม่? คำตอบคือ ได้แน่นอน!

ในปี 2016 ที่ผ่านมา มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ได้พัฒนาผู้ช่วย AI เป็นของตัวเองเช่นเดียวกัน โดยใช้เวลาร่วมปีในการเขียนโค้ด และฝึกให้ระบบจดจำเสียงพูด แม้ว่า J.A.R.V.I.S ของมาร์คจะไม่ได้ล้ำโลกเท่าในภาพยนตร์ แต่ก็มีความสามารถในการจัดการสิ่งต่างๆ ในบ้านได้เป็นอย่างดี เช่น
  • เลือกเปิดเพลงที่ชอบ ตามเจ้าของคำสั่งเสียง
  • สแกนใบหน้าแขกที่มาเยี่ยมบ้าน พร้อมแจ้งเตือน และสั่งเปิดปิดประตู
  • แชทผ่านเฟซบุ๊ค และจดจำเสียงผ่านไอโฟนได้
  • พูดคุย และเล่นมุขได้เหมือนมนุษย์จริง

แต่ที่เจ๋งกว่าสิ่งประดิษฐ์ของมาร์คคือการสร้างหุ่นยนต์ผู้ช่วยที่ชื่อว่า HERB หรือ "Home Exploring Robot Butler," โดย นักวิจัยประจำสถาบันหุ่นยนต์ แห่งมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน ซึ่งเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้มีหน้าที่ช่วยงานบ้านสารพัดอย่าง ตั้งแต่ จัดวางหนังสือลงบนชั้น ใส่จานในที่ล้างจาน จัดเก็บโต๊ะอาหาร หยิบเบียร์ออกมาจากในตู้เย็น จนไปถึงการทำภารกิจยากๆอย่างการบิดคุ้กกี้โอรีโอ้ออกและปาดครีมข้างในโดยไม่ทำให้แตก ซึ่งถือเป็นงานยากที่หุ่นยนต์ทั่วไปจะสามารถทำได้ เจ้า HERB ถือเป็นหุ่นยนต์ที่มีความสามารถสูง ซึ่งใช้ตัวเซ็นเซอร์ในการเก็บข้อมูลจากสิ่งที่พบเห็นรอบๆตัว ซึ่งตอนนี้ทางทีมนักวิจัยร่วมกันพัฒนาอัลกอริทึ่มอัจฉริยะ ที่จะช่วยให้มันเคลื่อนไหวได้อย่างชานฉลาดอย่างมนุษย์ ถึงแม้เจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ยังไม่พร้อมเข้าไปทำงานในบ้านคุณๆอย่างเต็มรูปแบบ แต่ถือว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ปูทางให้การพัฒนาสร้างหุ่นยนต์เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ล้ำหน้ามากขึ้น

สำหรับใครที่อยากมีผู้ช่วย AI เป็นของตัวเอง แนะนำให้ลองค้นหาข้อมูล GitHub repo ดูค่ะ หรือถ้าใครอยากพัฒนาผู้ช่วย AI ด้วยตนเอง สามารถดาวน์โหลดวิดีโอการสอน และข้อมูลการเขียนโค้ดมาลองทำกันดูได้ แค่มีความรู้เรื่องในการเขียนโปรแกรม ก็สามารถมี J.A.R.V.I.S แบบไอรอนแมนเป็นของตัวเองกันได้แล้ว

วิวัฒนาการแห่งการทำงาน และเทคโนโลยีแห่งความฝัน

“ในอนาคตอันใกล้ มนุษย์และหุ่นยนต์จะเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน”

ในการประชุมนี้มีการอภิปรายพูดคุยอยู่ 7 ประเด็นหลัก ๆ ซึ่งมี 2 ประเด็นที่มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอนให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก และยังเกี่ยวข้องกับงานวิจัยที่สำคัญต่อโลกซึ่งเป็นของ Henny Admoni บุคลากรของคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ (School of Computer Science)

Henny Admoni ได้รับการเลือกให้เป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอนในการอภิปรายงานภายใต้หัวข้อ “วิวัฒนาการการปฏิสัมพันธ์ของหุ่นยนต์และมนุษย์” ซึ่งงานวิจัยของเธอมีจุดมุ่งหมายในการทำความเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ เพื่อให้หุ่นยนต์เรียนรู้และสามารถประสานงานช่วยเหลือมนุษย์ได้

Admoni กล่าวว่า “การทำให้มนุษย์และหุ่นยนต์สามารถเข้าถึงกันได้เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก ถึงกระนั้นหุ่นยนต์ก็มีความจำเป็นที่จะต้องทำงานร่วมกับมนุษย์ เช่น เทคโนโลยีระบบขับรถอัตโนมัติ หรือหุ่นยนต์ด้านการผลิต ทั้งนี้ฉันจึงมีความคาดหวังที่จะทำให้สองสิ่งนี้เข้ากันได้”

“สิ่งที่ทําให้ผมตื่นเต้นยิ่งขึ้นไปอีกคือ การนํางานวิจัยพื้นฐานมาดูว่าเราจะออกแบบการจดจํารูปแบบและสร้าง AI อัลกอริทึม เพื่อค้นหาข้อบกพร่องในขวดได้อย่างไร” Marios Savvides กล่าว

ระบบจะติดกล้องไว้สี่ตัว คอยจับภาพคอขวด ก้นขวด และด้านข้างทั้งสองจากนั้นจะใช้ AI ในการประมวลผลและแยกประเภทขวดเหล่านี้แบบเรียล ไทม์ ทีมนักวิจัยจากไทยเบฟบันทึกและสะสมข้อมูลรูปแบบและประเภทของขวดมากมายหลายประเภท จากนั้นส่งให้ คุณ Savvides และทีมงานที่เมืองพิตตส์เบิร์กเพื่อนำไปทดสอบโมเดล AI อัลกอริทึม โดยระบบจะโฟกัสไปที่พื้นผิวและลายระเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ บนขวด จากนั้นจึงคัดแยกประเภท โดยแบ่งออกเป็น “นำกลับมาใช้ใหม่ได้” “ทำความสะอาดก่อนนำมาใช้ใหม่” และ “ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้” อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ยังคงอยู่ในระหว่างการพัฒนา แต่ผลลัพธ์ที่ได้จากการทดลองถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี

โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดโอกาสให้มาหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอนและมหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอลได้ร่วมงานกันเท่านั้น แต่ยังเป็นการร่วมกันพัฒนาทคโนโลยี AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและปรับใช้ได้กับอุสาหกรรมหลาย ๆ แบบ

Written By: